Loyalty Program คืออะไร? วิธีสร้างโปรแกรมสมาชิกให้ลูกค้าซื้อซ้ำ

Loyalty Program คืออะไร
Facebook
Twitter
LinkedIn

สารบัญเนื้อหา

Loyalty Program คืออะไร พร้อมวิธีออกแบบโปรแกรมสมาชิก

Loyalty Program คือโปรแกรมที่ธุรกิจสร้างขึ้นเพื่อรักษาลูกค้าเดิม กระตุ้นการซื้อซ้ำ และพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า โดยมอบคะแนน ส่วนลด เงินคืน ระดับสมาชิก คูปอง ของรางวัล หรือสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกที่ซื้อสินค้าหรือทำกิจกรรมตามเงื่อนไข

โปรแกรม Loyalty ที่ดีไม่ใช่เพียงการแจกแต้ม แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดี ขณะที่ธุรกิจสามารถเพิ่มการกลับมาซื้อซ้ำ เก็บข้อมูลสมาชิก และวัดผลแคมเปญได้อย่างเป็นระบบ

Loyalty Program คืออะไร

Loyalty Program หรือโปรแกรมสร้างความภักดีของลูกค้า คือกลยุทธ์การตลาดสำหรับสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับแบรนด์เดิมอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจสามารถให้รางวัลแก่ลูกค้าจากพฤติกรรมที่ต้องการส่งเสริม เช่น

  • สมัครเป็นสมาชิก
  • ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
  • ซื้อสินค้าครบตามยอดที่กำหนด
  • กลับมาซื้อซ้ำภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • แนะนำเพื่อน
  • ทดลองซื้อสินค้าใหม่
  • ซื้อสินค้าหลายหมวด
  • ตอบแบบประเมิน
  • เข้าร่วมกิจกรรมของแบรนด์

รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นคะแนนเสมอไป แบรนด์สามารถเลือกใช้ส่วนลด เงินคืน ของรางวัล บริการพิเศษ สิทธิ์เข้าถึงสินค้าใหม่ หรือประสบการณ์เฉพาะสมาชิกได้

องค์ประกอบพื้นฐานของ Customer Loyalty Program ประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่

  1. พฤติกรรมเป้าหมาย: สิ่งที่ธุรกิจต้องการให้ลูกค้าทำ
  2. แรงจูงใจ: ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
  3. ระบบวัดผล: ข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบว่าโปรแกรมช่วยให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปหรือไม่

Loyalty Program ต่างจากระบบสะสมแต้มอย่างไร

Loyalty Program และระบบสะสมแต้มมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันทั้งหมด

Loyalty Program เป็นกลยุทธ์ภาพรวมสำหรับรักษาลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ส่วน ระบบสะสมแต้ม เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ภายในกลยุทธ์ดังกล่าว

หัวข้อ Loyalty Program ระบบสะสมแต้ม
ความหมาย กลยุทธ์รักษาลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ ระบบให้และบันทึกคะแนน
ขอบเขต ครอบคลุมคะแนน ระดับสมาชิก เงินคืน ภารกิจ และสิทธิพิเศษ เน้นการรับ สะสม และใช้แต้ม
เป้าหมาย เปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างความผูกพัน กระตุ้นให้ซื้อเพื่อรับหรือใช้คะแนน
รูปแบบรางวัล แต้ม เงินคืน ส่วนลด บริการ หรือประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นรางวัลที่แลกด้วยแต้ม
การแบ่งสมาชิก อาจแบ่งตามระดับ คุณค่า หรือพฤติกรรม อาจมีหรือไม่มีก็ได้
การวัดผล วัดการซื้อซ้ำ การรักษาลูกค้า รายได้ และการมีส่วนร่วม วัดการรับแต้ม ใช้แต้ม และแต้มคงเหลือ
ระยะเวลา ออกแบบเป็นกลยุทธ์ระยะยาว ใช้เป็นแคมเปญระยะสั้นหรือระยะยาวได้

ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสมาชิกของร้านกาแฟอาจมีทั้งคะแนนสะสม ระดับ Gold คูปองวันเกิด ภารกิจทดลองเมนูใหม่ และสิทธิ์ซื้อสินค้ารุ่นพิเศษก่อนบุคคลทั่วไป ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า Loyalty Program ส่วนคะแนนสะสมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของโปรแกรม

หากต้องการศึกษาเรื่องการรับและใช้คะแนนโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ระบบสะสมแต้มคืออะไร

Loyalty Program มีประโยชน์อย่างไร

กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ

เมื่อลูกค้ามีคะแนน คูปอง หรือสิทธิประโยชน์ที่ยังไม่ได้ใช้ ลูกค้าจะมีเหตุผลเพิ่มเติมในการกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการครั้งถัดไป

เพิ่มมูลค่าการซื้อแต่ละครั้ง

ธุรกิจสามารถกำหนดเงื่อนไข เช่น ซื้อครบ 500 บาทได้รับโบนัส หรือซื้ออีก 100 บาทเพื่อรับสิทธิ์พิเศษ อย่างไรก็ตาม ต้องออกแบบเงื่อนไขให้เหมาะกับกำไรและไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกบังคับให้ซื้อ

สร้างฐานข้อมูลสมาชิก

การลงทะเบียนช่วยให้ธุรกิจรู้จักลูกค้ามากขึ้นภายใต้ข้อมูลและความยินยอมที่เหมาะสม ข้อมูลการซื้อ การใช้คูปอง และการแลกรางวัลสามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมได้

ทำการตลาดได้ตรงกลุ่มขึ้น

ธุรกิจสามารถแบ่งกลุ่มสมาชิก เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าประจำ ลูกค้าที่ไม่ได้กลับมานาน หรือลูกค้าที่สนใจสินค้าบางประเภท แล้วออกแบบข้อเสนอให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม

สร้างประสบการณ์เฉพาะสมาชิก

สิทธิพิเศษ เช่น คูปองวันเกิด การเข้าถึงสินค้าใหม่ หรือบริการสำหรับสมาชิกระดับสูง ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลมากกว่าการได้รับส่วนลดทั่วไป

ช่วยวัดผลการรักษาลูกค้า

เมื่อมีระบบบันทึกข้อมูล ธุรกิจสามารถตรวจสอบการกลับมาซื้อซ้ำ การใช้สิทธิ์ และต้นทุนของโปรแกรมได้ชัดเจนกว่าการแจกส่วนลดโดยไม่มีระบบติดตาม

Loyalty Program มีกี่ประเภท

ไม่มีจำนวนตายตัว เพราะธุรกิจสามารถผสมหลายรูปแบบเข้าด้วยกันได้ แต่รูปแบบหลักที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้

1. Point-based Program: โปรแกรมสะสมคะแนน

Point-based Program คือโปรแกรมที่ให้ลูกค้าได้รับคะแนนจากการซื้อสินค้าหรือทำกิจกรรม เมื่อลูกค้ามีคะแนนถึงจำนวนที่กำหนด สามารถนำไปแลกส่วนลด ของรางวัล หรือสิทธิพิเศษได้

ตัวอย่าง:

  • ทุกการใช้จ่าย 25 บาท รับ 1 คะแนน
  • สมัครสมาชิก รับคะแนนต้อนรับ
  • ซื้อสินค้าในเดือนเกิด รับคะแนนพิเศษ
  • ใช้ 100 คะแนน แลกส่วนลด 50 บาท

เหมาะกับ: ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าปลีก ร้านออนไลน์ และธุรกิจที่ลูกค้าซื้อซ้ำบ่อย
ข้อดี: เข้าใจง่าย ออกแบบแคมเปญได้หลากหลาย และวัดการรับหรือใช้คะแนนได้
ข้อจำกัด: หากต้องสะสมนานเกินไปหรือรางวัลไม่น่าสนใจ ลูกค้าอาจหยุดใช้งาน

2. Tiered Membership: โปรแกรมระดับสมาชิก

Tiered Membership คือการแบ่งสมาชิกออกเป็นระดับตามยอดซื้อ คะแนน หรือเงื่อนไขที่กำหนด เช่น Silver, Gold และ Platinum

ระดับที่สูงขึ้นจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่ม เช่น

  • ได้รับคะแนนในอัตราที่สูงขึ้น
  • ได้รับส่วนลดเฉพาะระดับ
  • ได้รับบริการพิเศษ
  • เข้าถึงสินค้าหรือกิจกรรมก่อน
  • ได้รับคูปองวันเกิดที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เหมาะกับ: โรงแรม สายการบิน คลินิกความงาม แบรนด์แฟชั่น ฟิตเนส และธุรกิจที่มีลูกค้ามูลค่าสูง
ข้อดี: สร้างเป้าหมายระยะยาวและทำให้สมาชิกระดับสูงรู้สึกพิเศษ
ข้อจำกัด: ต้องกำหนดเกณฑ์เลื่อนระดับและรักษาระดับให้ชัดเจน สมาชิกระดับเริ่มต้นต้องยังรู้สึกว่าได้รับประโยชน์

3. Cashback: โปรแกรมเงินคืน

Cashback คือการคืนมูลค่าบางส่วนจากยอดซื้อกลับให้ลูกค้า โดยอาจอยู่ในรูปเครดิต เงินคืน หรือยอดสำหรับใช้ในการซื้อครั้งถัดไป

ตัวอย่าง:

  • รับเครดิตคืน 2% จากยอดซื้อ
  • ซื้อครบ 1,000 บาท รับเครดิต 50 บาท
  • ใช้เครดิตได้ในการซื้อครั้งถัดไป

เหมาะกับ: E-commerce ร้านค้าปลีก บริการชำระเงิน และธุรกิจที่ลูกค้าเปรียบเทียบราคาเป็นประจำ
ข้อดี: ลูกค้าเข้าใจมูลค่าได้ง่ายและเห็นผลประโยชน์ชัดเจน
ข้อจำกัด: อาจกระทบกำไรหากกำหนดอัตราสูงเกินไป และสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ได้น้อยกว่าสิทธิพิเศษรูปแบบอื่น

4. Subscription Loyalty: โปรแกรมสมาชิกแบบชำระค่าบริการ

Subscription Loyalty คือโปรแกรมที่ลูกค้าชำระค่าธรรมเนียมรายเดือนหรือรายปีเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่อง เช่น

  • ส่วนลดสำหรับสมาชิก
  • จัดส่งฟรี
  • ใช้บริการได้ตามจำนวนที่กำหนด
  • ได้รับสินค้าเป็นประจำ
  • เข้าถึงบริการหรือเนื้อหาพิเศษ

เหมาะกับ: ธุรกิจสมาชิก ฟิตเนส ร้านกาแฟ บริการออนไลน์ การศึกษา และธุรกิจที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำ
ข้อดี: ธุรกิจมีรายได้ประจำและสามารถคาดการณ์จำนวนผู้ใช้งานได้ดีขึ้น
ข้อจำกัด: สิทธิประโยชน์ต้องมีมูลค่ามากพอให้ลูกค้ายอมชำระค่าบริการ และธุรกิจต้องส่งมอบประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ

5. Mission และ Gamification

Mission-based Loyalty คือการสร้างภารกิจให้สมาชิกทำตามเป้าหมาย เช่น ซื้อสินค้าครบสามครั้ง ทดลองสินค้าสามประเภท หรือเข้าใช้บริการต่อเนื่องหลายสัปดาห์

Gamification คือการนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ เช่น เหรียญตรา แถบความคืบหน้า ภารกิจ คะแนนโบนัส และการปลดล็อกรางวัล

ตัวอย่าง:

  • ซื้อเครื่องดื่มสามเมนูภายในเดือนนี้ รับคูปองฟรี
  • เข้าใช้บริการครบสี่ครั้ง รับเหรียญสมาชิกพิเศษ
  • ซื้อสินค้าครบสามหมวด รับคะแนนโบนัส
  • เช็กอินต่อเนื่องเจ็ดวัน ปลดล็อกรางวัล

เหมาะกับ: แอปพลิเคชัน ฟิตเนส การศึกษา ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และแบรนด์ที่ต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วม
ข้อดี: ทำให้โปรแกรมสนุกและสามารถกระตุ้นพฤติกรรมเฉพาะได้
ข้อจำกัด: หากภารกิจซับซ้อนหรือรางวัลไม่สัมพันธ์กับความพยายาม ลูกค้าอาจไม่เข้าร่วม

6. Coalition Loyalty: โปรแกรมพันธมิตรร่วมกัน

Coalition Loyalty คือโปรแกรมที่หลายแบรนด์หรือหลายธุรกิจใช้คะแนนหรือสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ลูกค้าอาจได้รับแต้มจากร้านหนึ่งและนำไปใช้กับร้านพันธมิตรอีกแห่งหนึ่งได้

เหมาะกับ: กลุ่มธุรกิจ ศูนย์การค้า เครือข่ายร้านค้า การท่องเที่ยว และธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน
ข้อดี: เพิ่มช่องทางรับและใช้คะแนน ทำให้คะแนนมีประโยชน์กับลูกค้ามากขึ้น
ข้อจำกัด: ต้องมีข้อตกลงเรื่องมูลค่าแต้ม การรับผิดชอบต้นทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการชำระบัญชีระหว่างพันธมิตรอย่างชัดเจน

ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัด

ประเภท จุดเด่น ข้อจำกัด เหมาะกับ
Point-based เข้าใจง่ายและใช้งานได้หลายธุรกิจ รางวัลต้องเข้าถึงได้และมีคุณค่า คาเฟ่ ร้านอาหาร ค้าปลีก
Tiered Membership สร้างสถานะและความสัมพันธ์ระยะยาว ต้องบริหารเกณฑ์แต่ละระดับ โรงแรม คลินิก แฟชั่น
Cashback ลูกค้าเห็นมูลค่าชัดเจน กระทบกำไรได้โดยตรง E-commerce และค้าปลีก
Subscription สร้างรายได้ประจำ ต้องมอบคุณค่าต่อเนื่อง ฟิตเนส บริการออนไลน์
Mission/Gamification สนุกและเปลี่ยนพฤติกรรมเฉพาะได้ ออกแบบและสื่อสารยากกว่าแบบทั่วไป แอป การศึกษา ร้านอาหาร
Coalition Loyalty เพิ่มพื้นที่รับและใช้สิทธิ์ จัดการข้อมูลและต้นทุนซับซ้อน กลุ่มธุรกิจและพันธมิตร

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกรูปแบบเดียว ตัวอย่างเช่น โปรแกรมหนึ่งอาจใช้คะแนนเป็นพื้นฐาน เพิ่มระดับสมาชิก และสร้างภารกิจรายเดือนเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมได้

วิธีสร้าง Loyalty Program สำหรับธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดปัญหาที่ต้องการแก้

อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ควรแจกกี่แต้ม” แต่ควรเริ่มจากปัญหาของธุรกิจ เช่น

  • ลูกค้าใหม่ซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป
  • ลูกค้ากลับมาซื้อห่างเกินไป
  • ยอดซื้อต่อครั้งต่ำ
  • ลูกค้าไม่ทดลองสินค้าใหม่
  • ลูกค้าใช้บริการเพียงบางสาขา
  • ธุรกิจไม่มีข้อมูลสมาชิก
  • ลูกค้าระดับสูงไม่ได้รับการดูแลแตกต่างจากลูกค้าทั่วไป

แต่ละปัญหาต้องใช้กลไก Loyalty ที่ต่างกัน หากต้องการเพิ่มความถี่ อาจให้รางวัลจากจำนวนครั้ง แต่หากต้องการเพิ่มยอดต่อบิล อาจใช้โบนัสเมื่อซื้อถึงยอดที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 2: เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ไม่จำเป็นต้องให้ข้อเสนอเดียวกันกับลูกค้าทุกคน สามารถแบ่งกลุ่มสมาชิก เช่น

  • สมาชิกใหม่
  • ลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียว
  • ลูกค้าประจำ
  • ลูกค้ามูลค่าสูง
  • ลูกค้าที่ไม่ได้กลับมานาน
  • ลูกค้าที่สนใจสินค้าบางหมวด
  • สมาชิกที่ใกล้เลื่อนระดับ
  • สมาชิกที่มีแต้มใกล้หมดอายุ

การแบ่งกลุ่มช่วยให้ธุรกิจออกแบบแรงจูงใจได้ตรงกับพฤติกรรมมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3: เลือกพฤติกรรมที่ต้องการส่งเสริม

กำหนดให้ชัดเจนว่าลูกค้าต้องทำอะไรจึงได้รับประโยชน์ เช่น ซื้อซ้ำภายใน 30 วัน เพิ่มยอดต่อบิล ทดลองสินค้าใหม่ หรือแนะนำเพื่อน หนึ่งแคมเปญควรมีเป้าหมายหลักที่เข้าใจง่าย ไม่ควรรวมหลายเงื่อนไขจนลูกค้าจำไม่ได้

ขั้นตอนที่ 4: เลือกรูปแบบโปรแกรม

เลือกระหว่างคะแนน ระดับสมาชิก เงินคืน Subscription ภารกิจ หรือโปรแกรมพันธมิตรตามพฤติกรรมเป้าหมายและความพร้อมของธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กอาจเริ่มจาก Point-based Program แล้วค่อยเพิ่มระดับสมาชิกหรือภารกิจเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ

ขั้นตอนที่ 5: ออกแบบรางวัล

รางวัลที่ดีควรมีคุณสมบัติสามข้อ ได้แก่

  • ลูกค้าอยากได้รับ
  • ธุรกิจควบคุมต้นทุนได้
  • สอดคล้องกับสินค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์

รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนลดเสมอไป ตัวอย่างรางวัลที่มีต้นทุนควบคุมได้ ได้แก่ การอัปเกรดสินค้า เมนูพิเศษ บริการเสริม สิทธิ์จองก่อน หรือของรางวัลจากพันธมิตร

ขั้นตอนที่ 6: กำหนดกติกาให้ชัดเจน

ควรระบุข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ลูกค้าได้รับคะแนนจากอะไร
  • หนึ่งแต้มมีมูลค่าเท่าไร
  • ใช้คะแนนได้เมื่อใด
  • คะแนนมีวันหมดอายุหรือไม่
  • คูปองใช้ร่วมกับโปรโมชันอื่นได้หรือไม่
  • การคืนสินค้ามีผลต่อคะแนนอย่างไร
  • สมาชิกเลื่อนหรือลดระดับเมื่อใด
  • ธุรกิจสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขได้อย่างไร

กติกาควรอ่านง่ายและแสดงให้ลูกค้าเห็นก่อนสมัครหรือใช้สิทธิ์

ขั้นตอนที่ 7: เลือกระบบ Loyalty Program

ระบบควรรองรับฟังก์ชันที่จำเป็น เช่น

  • การสมัครและบริหารสมาชิก
  • การรับและใช้คะแนน
  • คูปองและของรางวัล
  • วันหมดอายุ
  • ระดับสมาชิก
  • การแบ่งกลุ่มลูกค้า
  • ระบบสาขา
  • รายงานข้อมูล
  • การนำเข้าและส่งออกข้อมูล
  • การกำหนดสิทธิ์พนักงาน
  • การเชื่อมต่อกับระบบเดิม
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ธุรกิจสามารถดูตัวอย่างการทำงานของ แพลตฟอร์มสมาชิกและสะสมแต้ม CRM-X เพื่อพิจารณาว่าฟังก์ชันใดเหมาะกับโปรแกรมที่ต้องการสร้าง

ขั้นตอนที่ 8: ทดลองกับลูกค้ากลุ่มเล็ก

ก่อนเปิดให้ลูกค้าทั้งหมดใช้งาน ควรทดลองกับหนึ่งสาขาหรือสมาชิกบางกลุ่ม เพื่อประเมินว่า

  • ลูกค้าเข้าใจวิธีเข้าร่วมหรือไม่
  • พนักงานทำรายการได้ถูกต้องหรือไม่
  • รางวัลน่าสนใจเพียงพอหรือไม่
  • ต้นทุนอยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่
  • ระบบบันทึกข้อมูลครบถ้วนหรือไม่

ขั้นตอนที่ 9: เปิดตัวและสื่อสาร

แม้โปรแกรมจะออกแบบดี แต่จะไม่เกิดผลหากลูกค้าไม่รู้ว่ามีอยู่ ควรสื่อสารผ่านช่องทางที่ลูกค้าเห็นจริง เช่น

  • ป้ายหน้าร้านและบริเวณชำระเงิน
  • QR Code บนใบเสร็จหรือบรรจุภัณฑ์
  • พนักงานแนะนำระหว่างให้บริการ
  • เว็บไซต์และช่องทางโซเชียล
  • SMS หรือช่องทางที่ลูกค้าให้ความยินยอม
  • ข้อความหลังการซื้อ

ข้อความควรบอกประโยชน์หลักและวิธีเริ่มต้นอย่างกระชับ เช่น “สมัครสมาชิก รับคะแนนทุกครั้งที่ซื้อ และแลกคูปองได้ผ่านมือถือ”

ขั้นตอนที่ 10: วัดผลและปรับปรุง

ควรประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรอจนจบปีจึงตรวจสอบ ธุรกิจอาจเริ่มดูข้อมูลรายสัปดาห์ในช่วงเปิดตัว แล้วเปลี่ยนเป็นรายเดือนเมื่อระบบเริ่มคงที่

วิธีตั้งเป้าหมายและ KPI ของ Loyalty Program

เป้าหมายควรมีตัวเลข ระยะเวลา และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการวัด ตัวอย่างเช่น “เพิ่มสัดส่วนสมาชิกใหม่ที่กลับมาซื้อครั้งที่สองภายใน 60 วัน”  KPI ที่ควรติดตามมีดังนี้

Member Enrollment Rate

วัดสัดส่วนลูกค้าที่สมัครสมาชิกจากลูกค้าที่ได้รับการเชิญ
สูตร: จำนวนสมาชิกใหม่ ÷ จำนวนลูกค้าที่ได้รับการเชิญ × 100

Active Member Rate

วัดสัดส่วนสมาชิกที่มีการซื้อ รับแต้ม ใช้แต้ม หรือทำกิจกรรมภายในช่วงเวลาที่กำหนด
สูตร: จำนวนสมาชิกที่มีกิจกรรม ÷ จำนวนสมาชิกทั้งหมด × 100

Repeat Purchase Rate

วัดสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ
สูตร: จำนวนลูกค้าที่ซื้ออย่างน้อยสองครั้ง ÷ จำนวนลูกค้าทั้งหมด × 100

Redemption Rate

วัดสัดส่วนคะแนนหรือรางวัลที่ถูกนำมาใช้
สูตร: จำนวนคะแนนที่ถูกใช้ ÷ จำนวนคะแนนที่แจก × 100 อัตราที่ต่ำอาจหมายถึงรางวัลไม่น่าสนใจ ใช้คะแนนยาก หรือลูกค้าไม่ทราบว่ามีคะแนนอยู่

Average Order Value

วัดมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อรายการ
สูตร: ยอดขายรวม ÷ จำนวนคำสั่งซื้อ ควรเปรียบเทียบระหว่างสมาชิกกับลูกค้าทั่วไป และเปรียบเทียบก่อนกับหลังเริ่มโปรแกรม

Purchase Frequency

วัดจำนวนครั้งเฉลี่ยที่ลูกค้าซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง
สูตร: จำนวนรายการซื้อทั้งหมด ÷ จำนวนลูกค้าที่ซื้อ

Customer Retention Rate

วัดสัดส่วนลูกค้าที่ธุรกิจยังรักษาไว้ได้ในช่วงเวลาที่กำหนด
สูตร: (จำนวนลูกค้าปลายงวด − ลูกค้าใหม่ระหว่างงวด) ÷ จำนวนลูกค้าต้นงวด × 100

Program ROI

วัดผลตอบแทนหลังหักต้นทุนของโปรแกรม
สูตร: (กำไรส่วนเพิ่มจากโปรแกรม − ต้นทุนโปรแกรม) ÷ ต้นทุนโปรแกรม × 100 การวัด ROI ควรใช้กำไรส่วนเพิ่ม ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมด เพราะรายได้บางส่วนอาจเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโปรแกรม

วิธีคำนวณต้นทุน Loyalty Program เบื้องต้น

ต้นทุนของ Loyalty Program มีมากกว่าค่าซอฟต์แวร์ โดยควรพิจารณาอย่างน้อยห้าส่วน ได้แก่

  1. ค่าระบบและค่าติดตั้ง
  2. ต้นทุนคะแนนหรือรางวัล
  3. ค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร
  4. เวลาและค่าอบรมพนักงาน
  5. ค่าเชื่อมต่อหรือพัฒนาระบบเพิ่มเติม

สูตรคำนวณต้นทุนคะแนน

ต้นทุนคะแนนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น = จำนวนแต้มที่แจก × มูลค่าต้นทุนต่อแต้ม × อัตราการนำแต้มมาใช้

ตัวอย่าง:

  • แจกคะแนนในหนึ่งเดือน 200,000 แต้ม
  • ต้นทุนจริงของรางวัลต่อแต้ม 0.05 บาท
  • คาดว่าจะมีการนำคะแนนมาใช้ 60%

ต้นทุนคะแนนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น: 200,000 × 0.05 × 60% = 6,000 บาท หากค่าระบบและค่าใช้จ่ายอื่นอยู่ที่ 4,000 บาทต่อเดือน ต้นทุนรวมโดยประมาณจะเท่ากับ 10,000 บาทต่อเดือน จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับกำไรส่วนเพิ่มที่เกิดจากสมาชิก ไม่ควรเปรียบเทียบกับยอดขายเพิ่มเพียงอย่างเดียว

สูตรคำนวณมูลค่ารางวัลสูงสุด

อีกวิธีหนึ่งคือเริ่มจากงบประมาณที่ธุรกิจรับได้ งบรางวัลต่อรายการ = กำไรขั้นต้นต่อรายการ × สัดส่วนกำไรที่ยอมใช้เพื่อรักษาลูกค้า

ตัวอย่างเช่น หากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อรายการอยู่ที่ 200 บาท และธุรกิจยอมใช้ 15% ของกำไรเพื่อทำ Loyalty Program งบรางวัลเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30 บาทต่อรายการที่เข้าเงื่อนไข ตัวเลขทั้งหมดควรปรับตามกำไรจริง ความถี่การซื้อ และพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละธุรกิจ

ตัวอย่าง Loyalty Program สำหรับแต่ละประเภทธุรกิจ

ร้านกาแฟ

เป้าหมาย: เพิ่มความถี่ในการกลับมาซื้อ
รูปแบบ: Point-based ร่วมกับ Mission
ตัวอย่าง: ลูกค้าได้รับคะแนนจากทุกยอดซื้อ และได้รับโบนัสเมื่อซื้อครบสามครั้งภายใน 14 วัน รางวัลอาจเป็นเครื่องดื่มหรือการอัปเกรดขนาด

ร้านอาหาร

เป้าหมาย: เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อโต๊ะและดึงลูกค้ากลับมา
รูปแบบ: คะแนน คูปอง และระดับสมาชิก
ตัวอย่าง: สมาชิกได้รับคะแนนตามยอดชำระ คูปองวันเกิด และสิทธิ์จองโต๊ะก่อนสำหรับสมาชิกระดับสูง

ร้านค้าปลีก

เป้าหมาย: เพิ่มการซื้อสินค้าหลายหมวด
รูปแบบ: Point-based ร่วมกับ Mission
ตัวอย่าง: ซื้อสินค้าครบสามหมวดภายในเดือนเดียวได้รับคะแนนพิเศษ หรือได้รับคูปองสำหรับหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ร้านค้าออนไลน์

เป้าหมาย: กระตุ้นการสั่งซื้อครั้งที่สอง
รูปแบบ: คะแนนหรือ Cashback
ตัวอย่าง: ลูกค้าใหม่ได้รับเครดิตหลังคำสั่งซื้อแรก และต้องนำเครดิตมาใช้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

คลินิกและธุรกิจความงาม

เป้าหมาย: รักษาลูกค้าและสร้างประสบการณ์เฉพาะสมาชิก
รูปแบบ: Tiered Membership
ตัวอย่าง: แบ่งระดับสมาชิกตามยอดใช้บริการ พร้อมมอบคูปองวันเกิด สิทธิ์รับบริการเพิ่มเติม หรือสิทธิ์จองช่วงเวลาพิเศษ

ฟิตเนสและธุรกิจสุขภาพ

เป้าหมาย: เพิ่มความต่อเนื่องในการใช้บริการ
รูปแบบ: Subscription ร่วมกับ Mission
ตัวอย่าง: สมาชิกชำระค่าบริการรายเดือนและได้รับรางวัลเมื่อเข้าใช้งานครบตามจำนวนครั้ง โดยต้องระวังไม่ออกแบบภารกิจที่ผลักดันให้ลูกค้าใช้งานเกินความเหมาะสม

กลุ่มธุรกิจหรือศูนย์การค้า

เป้าหมาย: กระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายกับหลายร้านในเครือ
รูปแบบ: Coalition Loyalty
ตัวอย่าง: ลูกค้ารับคะแนนจากร้านค้าที่เข้าร่วม และนำคะแนนไปแลกสิทธิ์กับร้านอื่นภายในเครือข่ายเดียวกัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Loyalty Program

แจกแต้มโดยไม่มีเป้าหมาย

การแจกแต้มทุกยอดซื้ออาจเพิ่มต้นทุน แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม หากไม่กำหนดว่าต้องการให้ลูกค้าซื้อบ่อยขึ้น ซื้อเพิ่ม หรือทดลองสินค้าใหม่

รางวัลอยู่ไกลเกินไป

หากลูกค้าต้องใช้เวลานานมากจึงได้รับรางวัล อาจรู้สึกว่าไม่คุ้มและหยุดสะสมก่อน

ใช้ส่วนลดเป็นรางวัลทุกอย่าง

การลดราคาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ลูกค้ารอเฉพาะโปรโมชัน ควรผสมรางวัลแบบอื่น เช่น บริการเสริม สิทธิ์เข้าถึงก่อน หรือประสบการณ์เฉพาะสมาชิก

กติกาซับซ้อนเกินไป

ลูกค้าควรเข้าใจภายในเวลาไม่นานว่าได้รับอะไร ต้องทำอย่างไร และใช้สิทธิ์เมื่อใด

พนักงานไม่เข้าใจโปรแกรม

พนักงานเป็นผู้แนะนำและช่วยลูกค้าใช้งาน หากพนักงานอธิบายกติกาไม่ตรงกันจะทำให้ลูกค้าสับสนและลดความน่าเชื่อถือ

ไม่วัดต้นทุนแต้มคงค้าง

คะแนนที่ยังไม่ถูกใช้เป็นภาระที่ธุรกิจต้องติดตาม ควรกำหนดมูลค่า วันหมดอายุ และเงื่อนไขให้ชัดเจน

เก็บข้อมูลมากเกินความจำเป็น

ควรเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น แจ้งวัตถุประสงค์ และมีวิธีให้ลูกค้าจัดการความยินยอมในการรับข่าวสาร

คำถามที่พบบ่อย

Loyalty Program คือระบบสะสมแต้มใช่หรือไม่

ระบบสะสมแต้มเป็น Loyalty Program ประเภทหนึ่ง แต่ Loyalty Program ยังรวมถึงระดับสมาชิก เงินคืน การสมัครสมาชิกรายเดือน ภารกิจ และโปรแกรมพันธมิตรด้วย

ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มจากรูปแบบใด

ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มจากรูปแบบที่ลูกค้าและพนักงานเข้าใจง่าย เช่น คะแนนตามยอดซื้อหรือสะสมตามจำนวนครั้ง แล้วจึงเพิ่มระดับสมาชิกหรือภารกิจเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น

ควรให้คะแนนเท่าไรต่อยอดซื้อ

ไม่มีอัตราเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ต้องคำนวณจากกำไรขั้นต้น มูลค่ารางวัล ความถี่การซื้อ และสัดส่วนคะแนนที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้

Loyalty Program ต้องมีแอปหรือไม่

ไม่จำเป็น บางระบบสามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์ เบราว์เซอร์ QR Code หรือช่องทางเดิมของธุรกิจได้ สิ่งสำคัญคือขั้นตอนต้องสะดวกสำหรับลูกค้า

คะแนนควรมีวันหมดอายุหรือไม่

สามารถกำหนดได้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้และควบคุมคะแนนคงค้าง แต่ต้องแจ้งเงื่อนไขและวันหมดอายุอย่างชัดเจน รวมถึงควรแจ้งเตือนก่อนหมดอายุ

จะรู้ได้อย่างไรว่าโปรแกรมประสบความสำเร็จ

ควรเปรียบเทียบ KPI ก่อนและหลังเริ่มโปรแกรม เช่น อัตราซื้อซ้ำ ความถี่การซื้อ มูลค่าต่อรายการ อัตราใช้รางวัล การรักษาลูกค้า และกำไรส่วนเพิ่มหลังหักต้นทุน

ควรปรับ Loyalty Program บ่อยเพียงใด

ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรเปลี่ยนกติกาหลักบ่อยจนลูกค้าสับสน การทดลองแคมเปญย่อยสามารถทำได้โดยไม่กระทบเงื่อนไขพื้นฐานของสมาชิก

สรุป

Loyalty Program คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจรักษาลูกค้า กระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านคะแนน ระดับสมาชิก เงินคืน การสมัครสมาชิก ภารกิจ หรือเครือข่ายพันธมิตร

โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากปัญหาของธุรกิจ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เลือกรางวัลที่ลูกค้าต้องการ คำนวณต้นทุน กำหนดกติกาให้ชัดเจน และติดตาม KPI อย่างต่อเนื่อง

หากต้องการเริ่มสร้างโปรแกรมสมาชิก คะแนน คูปอง และของรางวัล สามารถศึกษารายละเอียดของ ระบบสะสมแต้ม CRM-X หรือเปรียบเทียบ แพ็กเกจ CRM-X เพื่อเลือกรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจ

ข่าวสารล่าสุด