โปรแกรม CRM ออนไลน์แบบไหนดี? Checklist เลือกระบบให้เหมาะกับธุรกิจ

โปรแกรม CRM ออนไลน์ ตัวไหนใช้งานง่ายและดีที่สุดคะ วันนี้เรามีคำตอบ
Facebook
Twitter
LinkedIn
สารบัญเนื้อหา

โปรแกรม CRM ออนไลน์แบบไหนดี? วิธีเลือกระบบให้ตรงกับธุรกิจ

โปรแกรม CRM ออนไลน์ที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบที่มีฟีเจอร์มากที่สุด แต่คือระบบที่แก้ปัญหาหลักของธุรกิจได้ ใช้งานจริงโดยทีมงานได้ และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม หากต้องการติดตาม Lead ควรเลือก Sales CRM หากต้องการจัดการงานบริการควรเลือก Service CRM และหากต้องการสมาชิก คะแนน คูปอง และการซื้อซ้ำ ควรเลือก Loyalty CRM

ก่อนตัดสินใจควรเปรียบเทียบวัตถุประสงค์ ราคา จำนวนผู้ใช้งาน การเชื่อมต่อระบบ ความปลอดภัย การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และบริการหลังการขายด้วยเกณฑ์เดียวกัน

โปรแกรม CRM ออนไลน์คืออะไร

โปรแกรม CRM ออนไลน์ หรือ Cloud CRM คือระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต ธุรกิจสามารถเข้าสู่ระบบจาก Browser หรือแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องติดตั้ง Server ไว้ภายในสำนักงานเอง

CRM ย่อมาจาก Customer Relationship Management ระบบแต่ละประเภทอาจจัดเก็บข้อมูลต่างกัน เช่น

  • ข้อมูลผู้สนใจหรือ Lead
  • บริษัทและผู้ติดต่อ
  • โอกาสการขาย
  • การโทรและการนัดหมาย
  • ประวัติการรับบริการ
  • ข้อร้องเรียนและ Ticket
  • ข้อมูลสมาชิก
  • คะแนนและระดับสมาชิก
  • คูปองและของรางวัล
  • ประวัติการสื่อสาร
  • ความยินยอมด้านการตลาด

โปรแกรม CRM ออนไลน์ไม่ได้หมายถึงระบบฝ่ายขายเสมอไป ธุรกิจต้องพิจารณาก่อนว่าต้องการจัดการลูกค้าในช่วงใดของ Customer Journey

โปรแกรม CRM ออนไลน์มีกี่ประเภท

CRM สามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ แต่สำหรับการเลือกใช้งานเบื้องต้น ธุรกิจควรแยกอย่างน้อย 3 ประเภท ได้แก่ Sales CRM, Service CRM และ Loyalty CRM

Sales CRM คืออะไร

Sales CRM คือระบบสำหรับบริหารผู้สนใจ โอกาสการขาย และกระบวนการทำงานของทีมขาย ตั้งแต่รับ Lead ไปจนถึงปิดการขาย

ฟีเจอร์ที่มักพบ ได้แก่

  • เก็บรายชื่อ Lead
  • จัดเก็บบริษัทและผู้ติดต่อ
  • มอบหมาย Lead ให้พนักงานขาย
  • บันทึกการโทร อีเมล และการประชุม
  • Sales Pipeline
  • ขั้นตอนและสถานะของดีล
  • การติดตามงาน
  • ใบเสนอราคา
  • พยากรณ์ยอดขาย
  • รายงาน Conversion Rate
  • รายงานผลงานทีมขาย

Sales CRM เหมาะกับธุรกิจที่มีรอบการขายหลายขั้นตอน เช่น บริษัท B2B อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย เอเจนซี ผู้รับเหมา ซอฟต์แวร์ และธุรกิจที่ต้องออกใบเสนอราคา คำถามสำคัญก่อนเลือก Sales CRM คือ ระบบช่วยให้พนักงานรู้หรือไม่ว่า “วันนี้ต้องติดตามลูกค้ารายใด และดีลแต่ละรายอยู่ในขั้นตอนไหน”

Service CRM คืออะไร

Service CRM คือระบบสำหรับจัดการบริการหลังการขาย คำถาม ปัญหา และข้อร้องเรียนของลูกค้า โดยมักเชื่อมข้อมูลจากหลายช่องทางเข้าสู่ระบบกลาง

ฟีเจอร์ที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ระบบ Ticket
  • หมายเลขเคส
  • การกำหนดผู้รับผิดชอบ
  • สถานะและระดับความเร่งด่วน
  • SLA
  • ประวัติการติดต่อ
  • ฐานความรู้
  • การตอบกลับจากหลายช่องทาง
  • แบบประเมินความพึงพอใจ
  • รายงานเวลาแก้ไขปัญหา
  • การส่งต่อเคสระหว่างทีม

Service CRM เหมาะกับธุรกิจที่มีทีม Support, Call Center, Customer Service หรือบริการหลังการขายจำนวนมาก คำถามสำคัญคือ ระบบช่วยให้ธุรกิจรู้หรือไม่ว่า “ลูกค้าแจ้งปัญหาอะไร ใครกำลังดูแล และต้องแก้ไขภายในเวลาเท่าไร”

Loyalty CRM คืออะไร

Loyalty CRM คือระบบสำหรับบริหารสมาชิกและสร้างความสัมพันธ์หลังการซื้อ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มการซื้อซ้ำและรักษาลูกค้าในระยะยาว

ฟีเจอร์ที่มักพบ ได้แก่

  • สมัครสมาชิก
  • บัตรสมาชิกดิจิทัล
  • คะแนนสะสม
  • ประวัติการรับและใช้คะแนน
  • คูปอง
  • ของรางวัล
  • ระดับสมาชิก
  • การแบ่งกลุ่มลูกค้า
  • ระบบสาขา
  • การส่งโปรโมชั่น
  • แบบประเมินความพึงพอใจ
  • รายงานกิจกรรมสมาชิก

Loyalty CRM เหมาะกับร้านอาหาร คาเฟ่ คลินิก ร้านเสริมสวย สปา ร้านค้าปลีก โรงแรม ฟิตเนส และธุรกิจที่ลูกค้ามีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำ คำถามสำคัญคือ ระบบช่วยตอบได้หรือไม่ว่า “ลูกค้ากลุ่มใดกลับมาซื้อซ้ำ และควรมอบสิทธิประโยชน์อะไรให้แต่ละกลุ่ม”

ตารางเปรียบเทียบ CRM แต่ละประเภท

หัวข้อ Sales CRM Service CRM Loyalty CRM
เป้าหมายหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการขาย จัดการปัญหาและบริการลูกค้า เพิ่มการซื้อซ้ำและรักษาสมาชิก
ช่วงการใช้งาน ก่อนและระหว่างการขาย หลังลูกค้าติดต่อขอความช่วยเหลือ หลังสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้า
ข้อมูลสำคัญ Lead ดีล และกิจกรรมขาย Ticket ปัญหา และ SLA สมาชิก คะแนน คูปอง และรางวัล
ผู้ใช้งานหลัก พนักงานและผู้จัดการฝ่ายขาย Customer Service และ Support หน้าร้าน การตลาด และผู้จัดการสาขา
หน้าจอสำคัญ Sales Pipeline Ticket Queue Member Profile
KPI สำคัญ Conversion Rate และยอดปิดการขาย Response Time และ Resolution Time Repeat Purchase และ Redemption Rate
ธุรกิจที่เหมาะ B2B อสังหาริมทรัพย์ ประกัน SaaS Call Center และบริการหลังการขาย ร้านอาหาร คาเฟ่ คลินิก และค้าปลีก

ระบบบางรายอาจมีความสามารถมากกว่าหนึ่งประเภท แต่ธุรกิจควรทดสอบฟังก์ชันหลักจริง ไม่ควรตัดสินจากชื่อเมนูหรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ควรเริ่มเลือก CRM จากอะไร

ก่อนดูรายชื่อโปรแกรม ให้เขียนปัญหาที่ต้องการแก้และผลลัพธ์ที่ต้องการวัดออกมาก่อน

ตัวอย่างเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่

  • ลดจำนวน Lead ที่ไม่มีผู้ติดตาม
  • เพิ่มอัตราปิดการขาย
  • ลดเวลาตอบกลับลูกค้า
  • ลด Ticket ที่เกิน SLA
  • เพิ่มจำนวนสมาชิก
  • เพิ่มอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ
  • เพิ่มการใช้คะแนนหรือคูปอง
  • รวมข้อมูลลูกค้าจากทุกสาขา
  • ลดงาน Excel และการกรอกข้อมูลซ้ำ

เป้าหมายที่กว้าง เช่น “อยากจัดการลูกค้าให้ดีขึ้น” ยังไม่เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบระบบ เพราะไม่สามารถใช้วัดผลหลังติดตั้งได้

เกณฑ์เปรียบเทียบโปรแกรม CRM ออนไลน์

ควรกำหนดเกณฑ์เดียวกันและให้คะแนนผู้ให้บริการแต่ละราย เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินจากการนำเสนอขายเพียงอย่างเดียว

1. ตรงกับประเภท CRM ที่ต้องการหรือไม่

ตรวจสอบก่อนว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อ Sales, Service หรือ Loyalty CRM หากธุรกิจต้องการ Sales Pipeline แต่เลือกระบบสมาชิก แม้ระบบจะเก็บชื่อลูกค้าได้ก็ไม่สามารถทดแทนการบริหารฝ่ายขายได้อย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับ Sales CRM ที่อาจไม่มีคะแนน คูปอง และระดับสมาชิกตามที่ร้านค้าต้องการ

2. ฟีเจอร์หลักใช้งานได้จริงหรือไม่

แบ่งฟีเจอร์ออกเป็น 3 กลุ่ม

  • Must-have: ไม่มีแล้วใช้งานไม่ได้
  • Should-have: มีแล้วช่วยลดงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Nice-to-have: มีประโยชน์แต่ยังไม่จำเป็นในช่วงแรก

ไม่ควรเลือกแพ็กเกจราคาแพงขึ้นเพียงเพราะมีฟีเจอร์จำนวนมาก หากทีมงานไม่มีแผนนำมาใช้งานจริง

3. ผู้ใช้งานเข้าใจง่ายหรือไม่

ระบบที่มีความสามารถสูงแต่พนักงานไม่ใช้ อาจสร้างต้นทุนมากกว่าประโยชน์ ควรให้ผู้ใช้งานจริงเข้าร่วมทดสอบ เช่น

  • พนักงานขาย
  • พนักงานหน้าร้าน
  • ฝ่ายการตลาด
  • Customer Service
  • ผู้จัดการ
  • ผู้ดูแลระบบ

ทดสอบว่าสามารถทำงานสำคัญได้โดยไม่ต้องเปิดคู่มือทุกขั้นตอนหรือไม่

4. รองรับจำนวนผู้ใช้เพียงพอหรือไม่

ตรวจสอบว่าแพ็กเกจคิดค่าบริการแบบใด เช่น

  • คิดต่อผู้ใช้งาน
  • คิดต่อสาขา
  • คิดต่อจำนวนสมาชิก
  • คิดต่อ Contact
  • คิดต่อปริมาณข้อมูล
  • คิดต่อจำนวน Ticket
  • คิดต่อข้อความ
  • คิดต่อ API Request

บางระบบมีค่ารายเดือนเริ่มต้นต่ำ แต่เมื่อเพิ่มพนักงาน สมาชิก หรือช่องทางเชื่อมต่อแล้ว ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นอย่างมาก

5. รองรับการทำงานบนมือถือหรือไม่

ตรวจสอบว่าระบบมี Responsive Web, Web App หรือ Native App และฟังก์ชันสำคัญทำงานบนมือถือได้ครบหรือไม่ อย่าทดสอบเฉพาะหน้า Dashboard ควรทดลองกระบวนการจริง เช่น เพิ่ม Lead เปิด Ticket สมัครสมาชิก ให้คะแนน และใช้คูปองจากโทรศัพท์

6. เชื่อมต่อระบบเดิมได้หรือไม่

ระบบ CRM อาจต้องทำงานร่วมกับ

  • เว็บไซต์
  • แบบฟอร์มโฆษณา
  • LINE OA
  • Facebook
  • อีเมล
  • ระบบโทรศัพท์
  • POS
  • E-commerce
  • ERP
  • ระบบบัญชี
  • ระบบชำระเงิน
  • Data Warehouse
  • Marketing Automation

ควรถามให้ชัดว่าเป็น Integration สำเร็จรูป API หรือการพัฒนาเฉพาะ เพราะมีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาดำเนินงานต่างกัน

7. นำเข้าข้อมูลเดิมได้อย่างไร

ตรวจสอบว่า CRM รองรับไฟล์ประเภทใด มี Template สำหรับนำเข้าหรือไม่ และจัดการข้อมูลซ้ำอย่างไร ก่อนย้ายข้อมูลควรสำรวจเรื่องต่อไปนี้

  • มีข้อมูลลูกค้ากี่รายการ
  • ข้อมูลซ้ำกี่เปอร์เซ็นต์
  • ช่องข้อมูลตรงกับระบบใหม่หรือไม่
  • ต้องการย้ายประวัติย้อนหลังแค่ไหน
  • ใครเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง
  • หากนำเข้าผิดสามารถย้อนกลับได้หรือไม่

8. ส่งออกข้อมูลได้หรือไม่

ธุรกิจควรรู้ว่าสามารถส่งออกข้อมูลอะไรได้บ้าง ใช้ไฟล์รูปแบบใด และมีค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมหรือไม่ การส่งออกข้อมูลสำคัญต่อการทำรายงาน การสำรองข้อมูล การย้ายระบบ และการรองรับคำขอที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล

9. มีรายงานที่ใช้ตัดสินใจได้หรือไม่

รายงานควรสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของ CRM. Sales CRM ควรมีรายงาน Pipeline, Conversion และยอดขาย ส่วน Service CRM ควรมี SLA, Response Time และ Resolution Time ขณะที่ Loyalty CRM ควรมีข้อมูลสมาชิก คะแนน ระดับ และการแลกรางวัล

10. มีบริการติดตั้งและ Support อย่างไร

ตรวจสอบช่องทางและเวลาการให้บริการ เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • LINE
  • Ticket
  • Remote Support
  • On-site Support
  • เวลาทำการ
  • SLA การตอบกลับ
  • ภาษาไทย
  • คู่มือและวิดีโอสอนใช้งาน

ควรถามด้วยว่าค่าบริการ Support รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดแยก

Cloud CRM กับติดตั้งในองค์กรต่างกันอย่างไร

CRM ออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นระบบ Cloud แต่บางองค์กรอาจต้องการติดตั้งระบบภายในหรือใช้ Private Cloud

หัวข้อ Cloud CRM On-Premise CRM
สถานที่ติดตั้ง Server ของผู้ให้บริการ Cloud Server ขององค์กร
เวลาเริ่มใช้งาน โดยทั่วไปเริ่มได้เร็วกว่า ต้องเตรียม Infrastructure
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น มักเป็นรายเดือนหรือรายปี มักมีค่า License และติดตั้งสูง
การดูแล Server ผู้ให้บริการดูแลส่วนใหญ่ องค์กรต้องดูแลเอง
การอัปเดต ผู้ให้บริการจัดการ ต้องวางแผนอัปเดตเอง
การเข้าถึง ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต ขึ้นอยู่กับ Network และการตั้งค่า
การปรับแต่ง ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและ API ปรับได้มากแต่ซับซ้อนกว่า
การควบคุมระบบ อยู่ภายใต้เงื่อนไขผู้ให้บริการ ควบคุม Infrastructure ได้มากกว่า
ทีมไอที ใช้ทีมภายในน้อยกว่า ต้องมีทีมดูแลระบบและความปลอดภัย
เหมาะกับ SME และธุรกิจที่ต้องการเริ่มเร็ว องค์กรที่มีข้อกำหนดเฉพาะสูง

Cloud ไม่ได้ปลอดภัยกว่า On-Premise โดยอัตโนมัติ และ On-Premise ก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่า Cloud โดยอัตโนมัติ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบ การกำหนดสิทธิ์ การอัปเดต การสำรองข้อมูล การติดตามเหตุผิดปกติ และกระบวนการของทั้งผู้ให้บริการกับองค์กรผู้ใช้

วิธีเปรียบเทียบราคา CRM อย่างถูกต้อง

อย่าเปรียบเทียบเฉพาะค่ารายเดือนที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ ควรคำนวณ Total Cost of Ownership หรือค่าใช้จ่ายรวมตลอดช่วงเวลาที่ใช้งาน

ค่าใช้จ่ายที่ควรนำมาคำนวณ ได้แก่

  • ค่าแพ็กเกจรายเดือนหรือรายปี
  • ค่าผู้ใช้งานเพิ่มเติม
  • ค่าสาขา
  • ค่าจำนวน Contact หรือสมาชิก
  • ค่าข้อความ SMS หรือช่องทางสื่อสาร
  • ค่า API
  • ค่าติดตั้ง
  • ค่าย้ายและทำความสะอาดข้อมูล
  • ค่าอบรม
  • ค่าปรับแต่ง
  • ค่าพัฒนา Integration
  • ค่า Support
  • ค่า Storage
  • ค่าสำรองข้อมูล
  • ค่าบำรุงรักษา
  • ค่าใช้จ่ายเมื่อยกเลิกหรือย้ายระบบ

สูตรประเมินเบื้องต้น: ค่าใช้จ่ายรวมปีแรก = ค่าระบบ 12 เดือน + ค่าติดตั้ง + ค่าย้ายข้อมูล + ค่าอบรม + ค่า Integration + ค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน ควรให้ผู้ให้บริการเสนอราคาจากสถานการณ์เดียวกัน เช่น ผู้ใช้ 10 คน สมาชิก 5,000 คน 3 สาขา และส่งข้อความ 20,000 ข้อความต่อเดือน จึงจะเปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

จำนวนผู้ใช้งานสำคัญอย่างไร

CRM แต่ละประเภทมีรูปแบบผู้ใช้งานต่างกัน Sales CRM อาจคิดราคาต่อพนักงานขาย ขณะที่ Loyalty CRM อาจคิดตามจำนวนพนักงานหน้าร้าน สมาชิก หรือสาขา ส่วน Service CRM อาจคิดตามจำนวน Agent ก่อนขอราคา ควรแยกจำนวนผู้ใช้เป็น

  • ผู้ดูแลระบบ
  • ผู้จัดการ
  • พนักงานประจำ
  • พนักงานชั่วคราว
  • ผู้ใช้งานเฉพาะสาขา
  • ผู้ใช้งานที่ดูรายงานอย่างเดียว
  • ลูกค้าหรือสมาชิก

ถามผู้ให้บริการว่าสามารถกำหนด Role และ Permission แยกตามหน้าที่ได้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลเกินความจำเป็น

Integration ที่ควรถามก่อนเลือก CRM

คำว่า “เชื่อมต่อได้” อาจหมายถึงหลายระดับ ธุรกิจควรถามให้ละเอียดว่า

  1. มี Integration สำเร็จรูปหรือไม่
  2. เชื่อมข้อมูลทิศทางเดียวหรือสองทิศทาง
  3. ส่งข้อมูลแบบ Real-time หรือตามรอบเวลา
  4. มี API Documentation หรือไม่
  5. มี Webhook หรือไม่
  6. จำกัดจำนวน Request หรือไม่
  7. ค่า API รวมในแพ็กเกจหรือคิดเพิ่ม
  8. ใครรับผิดชอบเมื่อระบบใดระบบหนึ่งเปลี่ยน API
  9. หากเชื่อมต่อล้มเหลวมี Log ให้ตรวจสอบหรือไม่
  10. มี Sandbox สำหรับทดสอบหรือไม่

ควรทำ Data Mapping ก่อนเริ่มพัฒนา เช่น รหัสลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์ ยอดซื้อ คะแนน และสถานะสมาชิกต้องตรงกันระหว่างระบบ

เลือก CRM ให้สอดคล้องกับ PDPA อย่างไร

CRM เก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ธุรกิจจึงต้องพิจารณาทั้งความสามารถของระบบและกระบวนการภายในองค์กร ไม่ควรสรุปว่าซอฟต์แวร์ใด “รองรับ PDPA สมบูรณ์” เพียงเพราะมี Checkbox ขอความยินยอม ประเด็นที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

Privacy Notice

สามารถแสดงหรือเชื่อมไปยังคำประกาศความเป็นส่วนตัวที่อธิบายวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ผู้รับข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้หรือไม่

ฐานกฎหมายและ Marketing Consent

ธุรกิจสามารถบันทึกฐานการประมวลผลหรือสถานะความยินยอมตามวัตถุประสงค์และช่องทางได้หรือไม่ เช่น SMS อีเมล หรือ LINE ความยินยอมไม่ใช่ฐานกฎหมายเดียวสำหรับทุกกิจกรรม ธุรกิจต้องพิจารณาฐานกฎหมายที่เหมาะกับแต่ละวัตถุประสงค์

การถอนความยินยอม

ระบบรองรับวันที่ ช่องทาง และประวัติการถอนความยินยอมหรือไม่ และสามารถหยุดส่งการตลาดให้บุคคลดังกล่าวได้อย่างไร

สิทธิของเจ้าของข้อมูล

สามารถค้นหา ส่งออก แก้ไข ลบ จำกัด หรือจัดการข้อมูลตามคำขอและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

Role และ Permission

ระบบสามารถจำกัดว่าพนักงานคนใดดู แก้ไข ส่งออก หรือลบข้อมูลส่วนใดได้บ้างหรือไม่

Audit Log

มีประวัติว่าใครเข้าถึงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล เมื่อใด และทำรายการอะไรหรือไม่

การรักษาความปลอดภัย

ควรถามเรื่องการเข้ารหัส การสำรองข้อมูล การยืนยันตัวตน การจัดการรหัสผ่าน การแจ้งเหตุผิดปกติ และการอัปเดตช่องโหว่

การเก็บและลบข้อมูล

ระบบรองรับการกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลและขั้นตอนลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็นหรือไม่

ผู้ประมวลผลข้อมูลและที่ตั้งข้อมูล

ควรทราบว่าผู้ให้บริการหรือ Subprocessor รายใดเกี่ยวข้อง ข้อมูลถูกจัดเก็บหรือส่งไปที่ใด และมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลอย่างไร

รายละเอียดกฎหมายและแนวทางปฏิบัติควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย

วิธีทดสอบ CRM ก่อนซื้อ

ควรขอ Demo หรือ Trial แล้วทดสอบด้วยสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงดูการนำเสนอจากทีมขาย

สถานการณ์ทดสอบ Sales CRM

  1. สร้าง Lead จากแบบฟอร์ม
  2. มอบหมายให้พนักงานขาย
  3. บันทึกการโทร
  4. เลื่อนสถานะดีล
  5. สร้างงานติดตาม
  6. ดู Pipeline
  7. ออกรายงานยอดขาย

สถานการณ์ทดสอบ Service CRM

  1. สร้าง Ticket จากช่องทางจริง
  2. กำหนดความเร่งด่วน
  3. มอบหมาย Agent
  4. ส่งต่อระหว่างทีม
  5. ตอบกลับลูกค้า
  6. ปิดเคส
  7. ดู SLA และรายงาน

สถานการณ์ทดสอบ Loyalty CRM

  1. สมัครสมาชิกผ่านมือถือ
  2. ค้นหาสมาชิก
  3. ให้และหักคะแนน
  4. เปิดดูคะแนนคงเหลือ
  5. สร้างและใช้คูปอง
  6. แลกของรางวัล
  7. เปลี่ยนระดับสมาชิก
  8. แบ่งกลุ่มลูกค้า
  9. ดูข้อมูลแยกตามสาขา
  10. ส่งออกรายงาน

ให้ผู้ใช้งานจริงเป็นผู้ทดสอบ และจดจำนวนขั้นตอน เวลาที่ใช้ ปัญหาที่พบ และความช่วยเหลือที่ต้องขอจากผู้ให้บริการ

ตารางให้คะแนนโปรแกรม CRM

สามารถใช้ตารางนี้เปรียบเทียบผู้ให้บริการแต่ละราย โดยให้คะแนนหัวข้อละ 1–5 คะแนน

เกณฑ์ น้ำหนักแนะนำ ระบบ A ระบบ B ระบบ C
ตรงกับประเภท CRM ที่ต้องการ 20%
ฟีเจอร์ Must-have 20%
ใช้งานง่าย 10%
ราคาและค่าใช้จ่ายรวม 15%
Integration และ API 10%
ความปลอดภัยและ PDPA 10%
รายงานและการส่งออกข้อมูล 5%
Support และการอบรม 5%
รองรับการเติบโต 5%
รวม 100%

ธุรกิจสามารถปรับน้ำหนักได้ เช่น องค์กรที่ต้องเชื่อมหลายระบบอาจเพิ่มน้ำหนัก Integration ขณะที่ร้านขนาดเล็กอาจให้น้ำหนักความง่ายและราคามากขึ้น

Checklist เลือกโปรแกรม CRM ออนไลน์

คัดลอกรายการด้านล่างไปใช้เปรียบเทียบระบบได้ทันที

เป้าหมายและประเภทระบบ

ระบุปัญหาหลักที่ต้องการแก้แล้ว
กำหนด KPI ที่ต้องการวัดแล้ว
ทราบว่าต้องการ Sales, Service หรือ Loyalty CRM
มีรายการ Must-have, Should-have และ Nice-to-have
กำหนดกระบวนการทำงานก่อนและหลังใช้ CRM แล้ว

ผู้ใช้งานและการทำงาน

ระบุจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด
แยก Admin, Manager และ Staff
กำหนด Role และ Permission ได้
รองรับหลายทีมหรือหลายสาขาตามต้องการ
ใช้งานบนมือถือได้
ผู้ใช้งานจริงทดลองระบบแล้ว
มีภาษาและรูปแบบวันที่ที่ทีมงานใช้สะดวก

ข้อมูลและรายงาน

นำเข้าข้อมูลเดิมได้
มีระบบตรวจสอบข้อมูลซ้ำ
ส่งออกข้อมูลได้
มีรายงานที่ตรงกับ KPI
มี Audit Log
กำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลได้
มีขั้นตอนสำรองและกู้คืนข้อมูล

Integration

เชื่อมเว็บไซต์หรือแบบฟอร์มได้
เชื่อมช่องทางสื่อสารที่ใช้อยู่ได้
เชื่อม POS, ERP หรือระบบบัญชีได้ตามความต้องการ
มี API Documentation
ทราบข้อจำกัดของ API
ทราบค่าใช้จ่าย Integration
มีผู้รับผิดชอบเมื่อการเชื่อมต่อมีปัญหา

ราคาและสัญญา

ทราบค่ารายเดือนหรือรายปี
ทราบค่าผู้ใช้งานเพิ่ม
ทราบค่า Contact หรือสมาชิกเพิ่ม
ทราบค่าข้อความและ Storage
ทราบค่าติดตั้งและย้ายข้อมูล
ทราบค่าอบรมและ Support
ทราบค่าปรับแต่งและ API
ทราบเงื่อนไขต่ออายุและยกเลิก
คำนวณค่าใช้จ่ายรวมปีแรกแล้ว
คำนวณค่าใช้จ่ายเมื่อธุรกิจเติบโตแล้ว

ความปลอดภัยและ PDPA

มี Privacy Notice ที่เหมาะกับการใช้งาน
บันทึกวัตถุประสงค์และ Marketing Consent ได้
รองรับการถอนความยินยอม
รองรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล
จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้
มี Audit Log
มีมาตรการสำรองข้อมูล
ทราบสถานที่จัดเก็บข้อมูล
ทราบผู้ประมวลผลและ Subprocessor ที่เกี่ยวข้อง
มีช่องทางแจ้งเหตุและประสานงานด้านความปลอดภัย

Support และการเริ่มใช้งาน

มีทีมติดตั้งหรือ Onboarding
มีคู่มือและวิดีโอสอน
มีช่องทาง Support ที่ชัดเจน
ทราบเวลาทำการและ SLA
มี Sandbox, Demo หรือ Trial
มีแผนอบรมผู้ใช้งาน
มีผู้รับผิดชอบโครงการภายในองค์กร
มีแผนวัดผลหลังเปิดใช้งาน 30, 60 และ 90 วัน

CRM-X เหมาะกับธุรกิจแบบใด

CRM-X เป็น Loyalty CRM สำหรับธุรกิจที่ต้องการบริหารสมาชิกและเพิ่มยอดซื้อซ้ำ ไม่ใช่ Sales CRM สำหรับติดตาม Lead, Sales Pipeline และใบเสนอราคา และไม่ใช่ Service CRM แบบ Ticketing สำหรับบริหาร SLA ของทีม Support

ฟีเจอร์หลักของ CRM-X ได้แก่

  • ระบบสมาชิก
  • บัตรสมาชิกและ QR Code
  • ระบบพอยท์
  • คูปอง
  • ของรางวัล
  • ระดับสมาชิก
  • ป้ายกำกับลูกค้า
  • ระบบสาขา
  • SMS Broadcast
  • แบบประเมินความพึงพอใจ
  • รายงานสรุปข้อมูล
  • ปรับธีมหน้าสมาชิก
  • เชื่อมต่อระบบอื่นตามขอบเขต API ที่รองรับ

CRM-X จึงเหมาะกับธุรกิจ เช่น

  • ร้านอาหารและคาเฟ่
  • คลินิกและธุรกิจความงาม
  • ร้านค้าปลีก
  • ร้านเสริมสวยและสปา
  • โรงแรมและธุรกิจบริการ
  • ร้านล้างรถ
  • ฟิตเนส
  • ธุรกิจแฟรนไชส์
  • ธุรกิจที่มีหลายสาขา

หากความต้องการหลักคือการมอบหมาย Lead ติดตามการขาย จัดการใบเสนอราคา หรือดู Pipeline ธุรกิจควรเลือก Sales CRM หรือใช้ร่วมกับ CRM-X โดยกำหนดหน้าที่ของแต่ละระบบให้ชัดเจน ดูรายละเอียดได้ที่ ระบบสะสมแต้ม CRM-X และ CRM & Loyalty Platform

ตัวอย่างการเลือก CRM ตามประเภทธุรกิจ

บริษัทขายบริการ B2B

ควรเริ่มจาก Sales CRM เพราะต้องติดตาม Lead การประชุม ข้อเสนอ และสถานะดีล หากมีสัญญาบริการหลังการขายจำนวนมาก อาจเพิ่ม Service CRM

ร้านอาหารหรือคาเฟ่

ควรพิจารณา Loyalty CRM สำหรับสมัครสมาชิก ให้คะแนน สร้างคูปอง และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมา

คลินิก

อาจต้องใช้ Sales CRM สำหรับติดตามผู้สนใจ Service CRM สำหรับข้อสอบถาม และ Loyalty CRM สำหรับสมาชิก คะแนน และสิทธิประโยชน์หลังซื้อบริการ

ร้านค้าปลีกหลายสาขา

ควรพิจารณา Loyalty CRM ที่มีฐานสมาชิกกลาง ระบบสาขา คะแนน คูปอง และการแบ่งกลุ่ม พร้อมตรวจสอบความสามารถในการเชื่อม POS

บริษัทซอฟต์แวร์

อาจใช้ Sales CRM ติดตามดีลและ Service CRM จัดการ Ticket ส่วน Loyalty CRM จะจำเป็นต่อเมื่อมีโปรแกรมสมาชิกหรือสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจน

Call Center หรือศูนย์บริการ

ควรให้ความสำคัญกับ Service CRM ที่รองรับ Ticket, SLA, ประวัติการติดต่อ และการมอบหมายเคสมากกว่าระบบสะสมคะแนน

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรม CRM ออนไลน์ตัวไหนดี

ไม่มีระบบใดดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ควรเลือกจากประเภท CRM ที่ต้องการ ฟีเจอร์หลัก ผู้ใช้งาน ราคา Integration ความปลอดภัย และ Support แล้วทดสอบด้วยกระบวนการจริงก่อนซื้อ

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ CRM หรือไม่

หากเริ่มมีข้อมูลลูกค้าหลายแหล่ง งานติดตามตกหล่น หรือไม่สามารถวัดการซื้อซ้ำได้ CRM สามารถช่วยจัดระบบได้ ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มจากปัญหาเดียวและเลือกแพ็กเกจที่ขยายได้

โปรแกรม CRM ฟรีเพียงพอหรือไม่

อาจเพียงพอสำหรับทดลองหรือธุรกิจเริ่มต้น แต่ต้องตรวจสอบข้อจำกัดด้านผู้ใช้ Contact สมาชิก Storage ข้อความ รายงาน API และการส่งออกข้อมูล

Cloud CRM ปลอดภัยหรือไม่

ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ การตั้งค่าขององค์กร และพฤติกรรมผู้ใช้ ควรตรวจสอบการยืนยันตัวตน สิทธิ์การเข้าถึง Audit Log การสำรองข้อมูล การเข้ารหัส และกระบวนการแจ้งเหตุ

CRM ต้องรองรับ PDPA อย่างไร

ระบบควรมีความสามารถที่ช่วยบริหารข้อมูล เช่น Permission, Consent Record, Audit Log, Export และการจัดการคำขอ แต่การปฏิบัติตาม PDPA ยังต้องอาศัยนโยบาย เอกสาร กระบวนการ และการกำกับดูแลขององค์กรด้วย

จำเป็นต้องเชื่อม CRM กับระบบอื่นหรือไม่

ไม่จำเป็นทุกกรณี แต่หากพนักงานต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายระบบ หรือธุรกิจต้องการข้อมูลธุรกรรมอัตโนมัติ การเชื่อมต่ออาจช่วยลดงานและเพิ่มความถูกต้อง

ควรทดลอง CRM นานเท่าไร

ควรทดลองให้ครบกระบวนการหลักอย่างน้อยหนึ่งรอบ ตั้งแต่สร้างข้อมูล ทำรายการ ส่งต่อ ตรวจสอบรายงาน และส่งออกข้อมูล ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจ ไม่ควรตัดสินจากการทดลองเพียงหน้าจอเดียว

สรุป

การเลือกโปรแกรม CRM ออนไลน์ควรเริ่มจากวัตถุประสงค์ ไม่ใช่เริ่มจากรายชื่อแบรนด์หรือจำนวนฟีเจอร์ หากต้องการจัดการ Lead และปิดการขาย ให้เลือก Sales CRM หากต้องการควบคุม Ticket และบริการหลังการขาย ให้เลือก Service CRM และหากต้องการระบบสมาชิก คะแนน คูปอง และการซื้อซ้ำ ให้เลือก Loyalty CRM

หลังจากเลือกประเภทได้แล้ว จึงเปรียบเทียบราคา ผู้ใช้งาน Integration การนำเข้าและส่งออกข้อมูล ความปลอดภัย PDPA และ Support ด้วยเกณฑ์เดียวกัน พร้อมให้ผู้ใช้งานจริงทดลองระบบก่อนทำสัญญา สำหรับธุรกิจที่ต้องการ Loyalty CRM สามารถศึกษารายละเอียด ระบบสะสมแต้ม CRM-X ดู แพ็กเกจ CRM-X หรือ ทดลองใช้งานฟรี ก่อนตัดสินใจได้

ข่าวสารล่าสุด