ระบบ CRM ราคาเท่าไร? รู้จักค่าใช้จ่ายก่อนเลือกใช้งาน
ระบบ CRM มีราคาตั้งแต่แพ็กเกจฟรีไปจนถึงระบบที่คิดค่าบริการหลายหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของ CRM จำนวนลูกค้าหรือสมาชิก จำนวนผู้ใช้งาน สาขา ฟีเจอร์ การส่งข้อความ และระบบอื่นที่ต้องเชื่อมต่อ ก่อนเลือกระบบ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่ารายเดือน แต่ต้องรวมค่าติดตั้ง ค่าย้ายข้อมูล ค่า SMS ค่า API ค่าปรับแต่งระบบ ค่าอบรม และค่าใช้จ่ายเมื่อธุรกิจมีสมาชิกเพิ่มขึ้น เพื่อให้เห็นต้นทุนรวมที่ต้องจ่ายจริง
ระบบ CRM มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายของระบบ CRM สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
ค่าใช้จ่ายประจำ
เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรายเดือนหรือรายปี เช่น
- ค่าบริการแพ็กเกจ
- ค่าผู้ใช้งานเพิ่มเติม
- ค่าจำนวนลูกค้าหรือสมาชิก
- ค่า SMS และอีเมล
- ค่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
- ค่าเชื่อมต่อบางประเภท
- ค่า Support เพิ่มเติม
- ค่าโดเมนหรือบริการเสริม
- ค่าบำรุงรักษาระบบในกรณีติดตั้งเอง
ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
เป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มโครงการหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น
- ค่าติดตั้งและตั้งค่าระบบ
- ค่านำเข้าหรือย้ายข้อมูล
- ค่าทำความสะอาดข้อมูล
- ค่าอบรมพนักงาน
- ค่าออกแบบ Workflow
- ค่าเชื่อมต่อ API
- ค่าปรับแต่งฟีเจอร์
- ค่าปรับหน้าระบบตามแบรนด์
- ค่าพัฒนารายงานเฉพาะ
- ค่าที่ปรึกษาและวางกระบวนการ
ระบบที่มีค่ารายเดือนต่ำอาจมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวสูง ขณะที่ระบบสำเร็จรูปอาจเริ่มต้นได้ง่ายกว่าแต่มีข้อจำกัดด้านการปรับแต่ง จึงต้องเปรียบเทียบจากต้นทุนรวมและความเหมาะสมกับธุรกิจ
ค่ารายเดือนของระบบ CRM คิดจากอะไร
ผู้ให้บริการแต่ละรายมีรูปแบบการคิดค่าบริการแตกต่างกัน โดยทั่วไปพบรูปแบบดังนี้
คิดตามจำนวนผู้ใช้งาน
คิดค่าบริการตามจำนวนพนักงานที่เข้าใช้ระบบ เหมาะกับ Sales CRM หรือ Service CRM ที่พนักงานแต่ละคนต้องจัดการลูกค้าของตนเอง
สิ่งที่ควรตรวจสอบ:
- นับเฉพาะผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่หรือทุกบัญชี
- ผู้ดูแลระบบถูกนับเป็นผู้ใช้หรือไม่
- สามารถปิดบัญชีชั่วคราวได้หรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำกี่ผู้ใช้
- ผู้ใช้แต่ละระดับมีราคาแตกต่างกันหรือไม่
คิดตามจำนวนลูกค้าหรือสมาชิก
ระบบสมาชิกและ Loyalty CRM อาจคิดตามจำนวนสมาชิกที่จัดเก็บในระบบ เหมาะกับร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าปลีก คลินิก และธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานสมาชิก
สิ่งที่ควรตรวจสอบ:
- นับสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกที่ Active
- หากเกินจำนวน ระบบหยุดรับสมาชิกหรือคิดเพิ่มอัตโนมัติ
- สมาชิกซ้ำถูกนับอย่างไร
- สมาชิกที่ปิดบัญชีแล้วยังถูกนับหรือไม่
- มีแพ็กเกจเสริมสำหรับเพิ่มสมาชิกหรือไม่
คิดตามจำนวนข้อมูลหรือรายการ
บางระบบคิดตามจำนวน Lead รายการขาย Ticket ข้อความ หรือ Automation ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน
คิดเป็นแพ็กเกจ
กำหนดราคาเป็นระดับ เช่น Free, Starter, Pro และ Enterprise โดยแต่ละระดับมีจำนวนผู้ใช้ สมาชิก และฟีเจอร์แตกต่างกัน
คิดตามการใช้งานจริง
คิดค่าใช้จ่ายจาก SMS อีเมล API Request พื้นที่จัดเก็บ หรือจำนวนรายการที่ระบบประมวลผล
ธุรกิจควรเลือกโมเดลราคาที่สอดคล้องกับสิ่งที่เติบโตจริง หากจำนวนสมาชิกเพิ่มเร็ว แต่จำนวนพนักงานคงที่ ระบบที่คิดตามผู้ใช้งานอาจมีโครงสร้างต้นทุนต่างจากระบบที่คิดตามสมาชิกอย่างมาก
ค่าติดตั้งระบบ CRM
ระบบสำเร็จรูปบางแพ็กเกจสามารถสมัครและตั้งค่าได้เอง จึงอาจไม่มีค่าติดตั้ง แต่โครงการที่มีข้อมูลเดิม หลายสาขา หรือกระบวนการซับซ้อนอาจมีค่าดำเนินการเพิ่มเติม
ค่าติดตั้งอาจรวมงานดังนี้
- สร้างบัญชีและตั้งค่าองค์กร
- กำหนดข้อมูลลูกค้า
- ตั้งค่าบทบาทและสิทธิ์
- สร้าง Sales Pipeline หรือ Workflow
- ตั้งค่าคะแนน คูปอง และของรางวัล
- ตั้งค่าระดับสมาชิก
- ตั้งค่าสาขา
- สร้างแบบฟอร์ม
- ตั้งค่า Dashboard
- ทดสอบระบบก่อนเปิดใช้งาน
ก่อนตกลงใช้บริการ ควรถามให้ชัดว่าค่ารายเดือนรวมงานตั้งค่าเริ่มต้นหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงหลังเริ่มใช้งานมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างไร
ค่า SMS และการสื่อสารกับลูกค้า
ระบบ CRM อาจรองรับการส่ง SMS เพื่อแจ้งคะแนน คูปอง โปรโมชัน วันเกิด หรือข้อความติดตามลูกค้า แต่ SMS มักมีต้นทุนแยกจากค่าระบบ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่
- แพ็กเกจมี SMS ฟรีกี่เครดิต
- หนึ่งข้อความใช้กี่เครดิต
- ข้อความภาษาไทยมีข้อจำกัดจำนวนตัวอักษรอย่างไร
- ข้อความยาวถูกแบ่งเป็นกี่ส่วน
- ตั้งชื่อผู้ส่งได้หรือไม่
- เครดิตคงเหลือยกไปเดือนถัดไปได้หรือไม่
- ซื้อเครดิตเพิ่มเติมราคาเท่าไร
- มีรายงานสถานะการส่งหรือไม่
- ลูกค้าสามารถยกเลิกรับข่าวสารได้อย่างไร
สูตรประมาณค่า SMS
ค่า SMS ต่อเดือน = จำนวนผู้รับ × จำนวนครั้งที่ส่งต่อเดือน × ราคาต่อข้อความ
ตัวอย่างเช่น หากมีผู้รับ 2,000 คน ส่งเดือนละสองครั้ง และต้นทุนเฉลี่ยหนึ่งข้อความเท่ากับ 0.50 บาท ค่าใช้จ่ายโดยประมาณจะเป็น 2,000 × 2 × 0.50 = 2,000 บาทต่อเดือน
ตัวอย่างนี้ใช้สำหรับอธิบายวิธีคำนวณเท่านั้น ราคาจริงต้องตรวจสอบกับผู้ให้บริการและจำนวนส่วนของแต่ละข้อความ
ค่าเชื่อมต่อ API
ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ POS ระบบ E-commerce ระบบบัญชี หรือแอปพลิเคชันเดิมอาจต้องเชื่อมข้อมูลกับ CRM ผ่าน API
ค่าใช้จ่ายอาจแบ่งเป็น
- ค่าสิทธิ์ใช้งาน API
- ค่าพัฒนาฝั่ง CRM
- ค่าพัฒนาฝั่งระบบเดิม
- ค่าทดสอบ
- ค่าจัดทำเอกสาร
- ค่า Server หรือ Middleware
- ค่าติดตามและแก้ไขเมื่อ API เปลี่ยน
- ค่าบำรุงรักษาการเชื่อมต่อ
ก่อนประเมินราคา ควรระบุให้ชัดว่าต้องส่งข้อมูลอะไร จากระบบใด ไปยังระบบใด และต้องทำงานแบบทันทีหรือเป็นรอบ
ตัวอย่างข้อมูลที่อาจต้องเชื่อม ได้แก่
- ข้อมูลสมาชิก
- ยอดซื้อ
- คะแนน
- คูปอง
- รายการสินค้า
- สาขา
- การชำระเงิน
- สถานะคำสั่งซื้อ
การบอกเพียงว่า “ต้องการเชื่อม POS” ยังไม่เพียงพอสำหรับประเมินราคา เพราะ POS แต่ละระบบมี API และโครงสร้างข้อมูลแตกต่างกัน
ค่าย้ายข้อมูลลูกค้า
หากธุรกิจมีข้อมูลเดิมอยู่ใน Excel, Google Sheets, POS หรือ CRM อื่น อาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับนำข้อมูลเข้าสู่ระบบใหม่ งานย้ายข้อมูลอาจประกอบด้วย
- ตรวจสอบโครงสร้างข้อมูลเดิม
- จับคู่คอลัมน์กับระบบใหม่
- แก้รูปแบบเบอร์โทรศัพท์และวันที่
- ลบข้อมูลซ้ำ
- ตรวจสอบข้อมูลที่ไม่ครบ
- แปลงคะแนนและระดับสมาชิก
- ทดลองนำเข้าข้อมูล
- ตรวจสอบยอดรวมหลังนำเข้า
- สำรองข้อมูลก่อนเปิดใช้งานจริง
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ คุณภาพข้อมูล และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล หากข้อมูลเดิมไม่เป็นระเบียบ ค่าทำความสะอาดข้อมูลอาจสูงกว่าค่านำเข้า จึงควรขอตัวอย่างไฟล์ที่ระบบรองรับและเตรียมข้อมูลล่วงหน้า
ค่า Customize ระบบ CRM
ระบบสำเร็จรูปมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่าเพราะหลายธุรกิจใช้ฟังก์ชันร่วมกัน แต่หากต้องการเปลี่ยนกระบวนการหรือหน้าตาระบบให้เฉพาะเจาะจง อาจมีค่า Customize เพิ่มเติม
ตัวอย่างงาน Customize ได้แก่
- เพิ่มฟิลด์ข้อมูลเฉพาะ
- เพิ่มเงื่อนไขคะแนน
- สร้าง Workflow เฉพาะ
- ปรับหน้าสมาชิกตามแบรนด์
- เพิ่มบทบาทผู้ใช้งาน
- พัฒนารายงานใหม่
- เชื่อมระบบภายนอก
- ทำ White Label
- เพิ่มระบบอนุมัติ
- พัฒนาฟีเจอร์ที่ระบบเดิมไม่มี
ก่อนสั่งพัฒนา ควรแยกความต้องการออกเป็นสามระดับ ได้แก่
- ต้องมีเพื่อให้ธุรกิจทำงานได้
- ควรมีเพื่อเพิ่มความสะดวก
- สามารถเพิ่มในระยะถัดไป
วิธีนี้ช่วยควบคุมงบประมาณและลดความเสี่ยงจากการพัฒนาฟีเจอร์จำนวนมากก่อนทดสอบกับผู้ใช้งานจริง
ค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจมองข้าม
ค่าอบรมพนักงาน
แม้ระบบใช้งานง่าย พนักงานยังต้องรู้วิธีเพิ่มข้อมูล ตรวจสอบรายการ แก้ไขข้อผิดพลาด และรับมือคำถามจากลูกค้า
ต้นทุนเวลาของทีม
ช่วงเริ่มต้นต้องใช้เวลาจัดข้อมูล ทดสอบระบบ สร้างเงื่อนไข และปรับกระบวนการทำงาน เวลาของพนักงานควรถูกนับเป็นต้นทุนโครงการด้วย
ค่าดูแลข้อมูล
ธุรกิจต้องมีผู้รับผิดชอบตรวจข้อมูลซ้ำ คะแนนผิดปกติ บัญชีผู้ใช้งาน และสิทธิ์ของพนักงาน
ค่าเปลี่ยนระบบในอนาคต
ควรตรวจสอบว่าส่งออกข้อมูลได้หรือไม่ ใช้ไฟล์แบบใด และมีค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการย้ายออกจากระบบหรือไม่
สูตรคำนวณต้นทุนระบบ CRM
การเปรียบเทียบที่ถูกต้องควรใช้ต้นทุนรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะค่ารายเดือน
สูตรต้นทุนปีแรก
ต้นทุน CRM ปีแรก = ค่าระบบ 12 เดือน + ค่าติดตั้ง + ค่าย้ายข้อมูล + ค่าเชื่อมต่อ + ค่า Customize + ค่าสื่อสาร + ค่าอบรม
สูตรต้นทุนปีถัดไป
ต้นทุน CRM ต่อปี = ค่าระบบ 12 เดือน + ค่าสื่อสาร + ค่าผู้ใช้หรือสมาชิกเพิ่ม + ค่าบำรุงรักษา + ค่าบริการเสริม
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติธุรกิจมีค่าใช้จ่ายดังนี้
- ค่าระบบ 3,990 บาทต่อเดือน
- ค่า SMS 1,500 บาทต่อเดือน
- ค่าย้ายข้อมูล 8,000 บาท
- ค่าเชื่อมต่อ 20,000 บาท
- ค่าอบรม 5,000 บาท
ต้นทุนปีแรกโดยประมาณเท่ากับ (3,990 × 12) + (1,500 × 12) + 8,000 + 20,000 + 5,000 รวม 98,880 บาทในปีแรก ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคำนวณ ไม่ใช่ใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการ
ตารางเปรียบเทียบแพ็กเกจ CRM-X
CRM-X เป็น Loyalty CRM สำหรับบริหารสมาชิก คะแนน คูปอง ของรางวัล ระดับสมาชิก และการสื่อสารกับลูกค้า โดยมีแพ็กเกจรายเดือนดังนี้
| แพ็กเกจ | ราคา/เดือน | สมาชิกสูงสุด | พนักงาน | SMS ฟรี/เดือน |
|---|---|---|---|---|
| Free | ฟรี | 100 คน | 1 คน | 10 เครดิต |
| Starter | 1,590 บาท | 1,000 คน | 3 คน | 300 เครดิต |
| Pro Plus | 3,990 บาท | 2,500 คน | 25 คน | 800 เครดิต |
| Unlimited | 5,990 บาท | 5,000 คน | 50 คน | 1,400 เครดิต |
| Customize | 7,990 บาท | 10,000 คน | 50 คน | 2,400 เครดิต |
แพ็กเกจ Customize รองรับการตั้งชื่อผู้ส่ง SMS ตามข้อมูลที่ระบุบนหน้าแพ็กเกจ ส่วนแพ็กเกจอื่นควรตรวจสอบเงื่อนไขการตั้งชื่อผู้ส่งก่อนสมัคร
ฟังก์ชันหลักที่แสดงในแพ็กเกจ ได้แก่
- ระบบสมาชิก
- ระบบคะแนนและ QR Code
- ระบบคูปองและ QR Code
- ระบบของรางวัล
- ระบบระดับสมาชิก
- ระบบป้ายกำกับลูกค้า
- ระบบสาขา
- SMS Broadcast
- แบบประเมินความพึงพอใจ
- รายงานสรุปข้อมูล
- การตกแต่งธีมร้านค้า
ราคาและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่หน้า แพ็กเกจ CRM-X ก่อนตัดสินใจ
แพ็กเกจเสริมจำนวนสมาชิกของ CRM-X
กรณีต้องการรองรับสมาชิกมากกว่าจำนวนที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ สามารถตรวจสอบแพ็กเกจเสริมจำนวนสมาชิกได้
| จำนวนสมาชิกเพิ่มเติม | ราคา/เดือน | ราคาเฉลี่ยต่อสมาชิก |
|---|---|---|
| 100 คน | 20 บาท | 0.20 บาท |
| 1,000 คน | 190 บาท | 0.19 บาท |
| 3,000 คน | 540 บาท | 0.18 บาท |
| 5,000 คน | 850 บาท | 0.17 บาท |
| 10,000 คน | 1,500 บาท | 0.15 บาท |
| 20,000 คน | 3,000 บาท | 0.15 บาท |
| 30,000 คน | 4,500 บาท | 0.15 บาท |
| 50,000 คน | 7,500 บาท | 0.15 บาท |
| 100,000 คน | 15,000 บาท | 0.15 บาท |
ควรสอบถามทีมงานว่าราคาแพ็กเกจเสริมต้องใช้ร่วมกับแพ็กเกจหลักระดับใด และจำนวนสมาชิกถูกนับจากสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกที่ใช้งานอยู่
สูตรเลือกแพ็กเกจตามจำนวนสมาชิก
การเลือกแพ็กเกจไม่ควรดูเฉพาะจำนวนสมาชิกปัจจุบัน ควรเผื่อการเติบโตในช่วง 6–12 เดือนด้วย
ขั้นตอนที่ 1: ประมาณจำนวนสมาชิกใหม่ต่อเดือน
สมาชิกใหม่ต่อเดือน = จำนวนลูกค้าต่อเดือน × อัตราการสมัครสมาชิก
ตัวอย่าง:
- ลูกค้า 2,000 คนต่อเดือน
- คาดว่ามีผู้สมัครสมาชิก 20%
จำนวนสมาชิกใหม่โดยประมาณ:
2,000 × 20% = 400 คนต่อเดือน
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณจำนวนสมาชิกในอนาคต
สมาชิกที่คาดการณ์ = สมาชิกปัจจุบัน + (สมาชิกใหม่ต่อเดือน × จำนวนเดือน) หากปัจจุบันมีสมาชิก 500 คน และเพิ่มเดือนละ 400 คน ภายใน 6 เดือนจะมีสมาชิกประมาณ 500 + (400 × 6) = 2,900 คน
ขั้นตอนที่ 3: เลือกแพ็กเกจที่รองรับการเติบโต
จากตัวอย่าง สมาชิกจะเพิ่มเป็นประมาณ 2,900 คนภายใน 6 เดือน การเลือกแพ็กเกจที่รองรับเพียง 1,000 หรือ 2,500 คนอาจต้องอัปเกรดระหว่างทาง จึงควรเปรียบเทียบระหว่างแพ็กเกจที่สูงขึ้นกับแพ็กเกจเดิมร่วมกับแพ็กเกจเสริม
แนวทางเลือกเบื้องต้น
| จำนวนสมาชิกที่คาดการณ์ | แพ็กเกจที่ควรเริ่มพิจารณา |
|---|---|
| ไม่เกิน 100 คน | Free |
| 101–1,000 คน | Starter |
| 1,001–2,500 คน | Pro Plus |
| 2,501–5,000 คน | Unlimited |
| 5,001–10,000 คน | Customize |
| มากกว่า 10,000 คน | แพ็กเกจหลักร่วมกับแพ็กเกจเสริม หรือติดต่อฝ่ายขาย |
นอกจากจำนวนสมาชิก ต้องตรวจจำนวนพนักงานและ SMS ด้วย หากสมาชิกไม่มากแต่มีพนักงาน 20 คน แพ็กเกจที่รองรับสมาชิกเพียงพออาจยังไม่รองรับจำนวนผู้ใช้งาน
วิธีคำนวณแพ็กเกจจากสมาชิก พนักงาน และ SMS
ให้ประเมินความต้องการสามด้านแยกกัน
- จำนวนสมาชิกที่คาดการณ์ใน 12 เดือน
- จำนวนพนักงานที่ต้องเข้าระบบ
- จำนวน SMS ที่คาดว่าจะส่งต่อเดือน
จากนั้นเลือกแพ็กเกจระดับต่ำสุดที่รองรับครบทั้งสามด้าน
แพ็กเกจที่เหมาะสม = แพ็กเกจขั้นต่ำที่รองรับสมาชิก + พนักงาน + ปริมาณการสื่อสาร
ตัวอย่าง:
- สมาชิก 800 คน
- พนักงาน 5 คน
- ส่ง SMS ประมาณ 600 ข้อความต่อเดือน
แม้ Starter รองรับสมาชิก 1,000 คน แต่รองรับพนักงานเพียง 3 คนและมี SMS ฟรี 300 เครดิต ธุรกิจจึงควรเปรียบเทียบต้นทุนการเพิ่มบริการกับ Pro Plus ซึ่งรองรับพนักงานและ SMS มากกว่า
ระบบ CRM ฟรีกับเสียเงินต่างกันอย่างไร
| หัวข้อ | แพ็กเกจฟรี | แพ็กเกจเสียเงิน |
|---|---|---|
| ค่ารายเดือน | ไม่มี | ชำระตามแพ็กเกจ |
| จำนวนสมาชิก | จำกัดต่ำกว่า | รองรับสมาชิกมากขึ้น |
| จำนวนพนักงาน | มักรองรับน้อย | รองรับทีมขนาดใหญ่ขึ้น |
| SMS | เครดิตฟรีจำนวนน้อย | ได้รับเครดิตเพิ่มตามแพ็กเกจ |
| Automation | อาจมีข้อจำกัด | รองรับการใช้งานมากขึ้น |
| รายงาน | รายงานพื้นฐาน | อาจรองรับข้อมูลและปริมาณมากขึ้น |
| API | ต้องตรวจสอบเงื่อนไข | อาจรวมอยู่หรือคิดเพิ่ม |
| Customize | จำกัด | มีทางเลือกปรับแต่งเพิ่มเติม |
| Support | ช่องทางพื้นฐาน | อาจมีบริการเพิ่มเติมตามแพ็กเกจ |
| การขยายระบบ | เหมาะกับการทดลอง | เหมาะกับการใช้งานจริงและการเติบโต |
แพ็กเกจฟรีเหมาะกับการทดลองและธุรกิจที่มีสมาชิกไม่มาก หากต้องการศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ สามารถอ่าน โปรแกรม CRM ฟรีคืออะไร เพิ่มเติมได้
ระบบ CRM ราคาถูกที่สุดอาจไม่ใช่ระบบที่คุ้มที่สุด
การเลือกจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายภายหลัง เช่น
- พนักงานต้องกรอกข้อมูลซ้ำ
- ไม่สามารถเชื่อมระบบเดิม
- ส่งออกข้อมูลได้ไม่ครบ
- ต้องใช้โปรแกรมหลายตัวร่วมกัน
- รายงานไม่ตอบโจทย์
- ต้องย้ายระบบเมื่อธุรกิจเติบโต
- ทีมไม่ใช้งานเพราะระบบซับซ้อน
- ต้องจ่ายค่าปรับแต่งมากกว่าที่คาด
ระบบที่คุ้มค่าคือระบบที่ช่วยลดเวลาทำงาน ลดข้อผิดพลาด รองรับจำนวนข้อมูล และตอบเป้าหมายของธุรกิจภายในงบประมาณที่รับได้
Checklist ก่อนตัดสินใจซื้อระบบ CRM
- ระบบคิดราคาตามผู้ใช้ สมาชิก หรือรายการ
- ราคาที่แสดงรวมภาษีหรือไม่
- มีสัญญาขั้นต่ำหรือไม่
- ราคาแบบรายเดือนกับรายปีต่างกันอย่างไร
- มีค่าติดตั้งหรือไม่
- มีค่าย้ายข้อมูลหรือไม่
- SMS ฟรีกี่เครดิต
- ราคา SMS เพิ่มเติมเท่าไร
- API รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือไม่
- ต้องจ่ายค่าพัฒนา Integration เท่าไร
- ปรับฟิลด์และ Workflow ได้ระดับใด
- มีค่า Customize เพิ่มหรือไม่
- ส่งออกข้อมูลได้หรือไม่
- มีค่าธรรมเนียมเมื่อย้ายระบบหรือไม่
- Support ผ่านช่องทางใด
- จำนวนสมาชิกและพนักงานขยายได้ถึงเท่าไร
- ต้นทุนรวมในปีแรกเป็นเท่าไร
- ต้นทุนในปีถัดไปเป็นเท่าไร
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ CRM ราคาเท่าไร
ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้งาน ลูกค้าหรือสมาชิก ฟีเจอร์ และการเชื่อมต่อ ระบบอาจเริ่มจากแพ็กเกจฟรีไปจนถึงระบบที่ต้องประเมินราคาเฉพาะองค์กร
ราคา CRM คิดต่อเดือนหรือต่อปี
มีทั้งแบบรายเดือนและรายปี บางระบบให้ส่วนลดเมื่อชำระรายปี แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขการยกเลิกและการคืนเงินก่อนตัดสินใจ
ระบบ CRM มีค่าติดตั้งหรือไม่
ระบบสำเร็จรูปอาจไม่มีค่าติดตั้งหากธุรกิจตั้งค่าเอง แต่โครงการที่ต้องย้ายข้อมูล ออกแบบ Workflow หรือเชื่อมระบบอื่นอาจมีค่าดำเนินการเพิ่ม
ค่า SMS รวมอยู่ในราคา CRM หรือไม่
ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ บางระบบให้เครดิตฟรีจำนวนหนึ่งและคิดเพิ่มเมื่อใช้เกิน ควรตรวจทั้งราคา จำนวนตัวอักษร และเงื่อนไขชื่อผู้ส่ง
การเชื่อม API มีค่าใช้จ่ายหรือไม่
อาจมีทั้งค่าสิทธิ์ API และค่าพัฒนาการเชื่อมต่อ แม้ระบบจะเปิด API ให้ใช้ ธุรกิจยังอาจต้องจ้างผู้พัฒนาทั้งสองฝั่ง
ควรเลือกแพ็กเกจจากจำนวนสมาชิกปัจจุบันหรือไม่
ควรใช้จำนวนสมาชิกที่คาดการณ์ในอีก 6–12 เดือน รวมทั้งจำนวนพนักงานและปริมาณ SMS เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนแพ็กเกจเร็วเกินไป
CRM ฟรีเหมาะกับการใช้งานจริงหรือไม่
เหมาะกับร้านขนาดเล็ก การทดลองระบบ หรือสมาชิกจำนวนไม่มาก แต่ต้องตรวจสอบข้อจำกัดก่อนนำไปใช้เป็นระบบหลักของธุรกิจ
สรุป
ระบบ CRM มีค่าใช้จ่ายมากกว่าค่ารายเดือน ธุรกิจต้องพิจารณาค่าติดตั้ง SMS, API, ย้ายข้อมูล Customize อบรมพนักงาน และค่าใช้จ่ายเมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น
การเปรียบเทียบที่เหมาะสมควรคำนวณต้นทุนรวมปีแรกและปีถัดไป พร้อมเลือกแพ็กเกจจากจำนวนสมาชิก พนักงาน และปริมาณการสื่อสารที่คาดการณ์ในอนาคต
สำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบสมาชิก คะแนน คูปอง และของรางวัล สามารถตรวจสอบราคาและรายละเอียดล่าสุดได้ที่หน้า แพ็กเกจ CRM-X หรือ เริ่มต้นใช้งาน CRM-X ฟรี





